รู้ไว้ก่อนพลาดกับทำเว็บแบบไหนถึงผิดลิขสิทธิ์?

รู้ไว้ก่อนพลาดกับทำเว็บแบบไหนถึงผิดลิขสิทธิ์?

ถ้าพูดถึงการสร้างเว็บไซต์ขึ้นมา 1 เว็บไซต์แล้ว แน่นอนว่าจะต้องมีองค์ประกอบหลาย ๆ องค์ประกอบ นำมารวมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการนำภาพกราฟิก เข้ามาประกอบในเว็บไซต์ การตกแต่งเว็บไซต์ รูปภาพ บทความ ต่าง ๆ ซึ่งในส่วนของรูปภาพ หรือการตกแต่งต่าง ๆ แน่นอนว่า จะต้องไปนำรูปหรือกราฟิกต่าง ๆ มาจากเว็บไซต์อื่น ๆ ซึ่งบางครั้ง ก็ถือว่าเป็นการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะว่าผู้สร้างเว็บไซต์หลายคนที่เป็นมือใหม่ ที่พยายามหัดสร้างเว็บไซต์ด้วยตัวเอง ก็ไม่รู้ว่ารูปภาพที่ตัวเองเอามานั้น ถูกลิขสิทธิ์หรือไม่ หรือว่าผิดลิขสิทธิ์ ซึ่งถ้าเจ้าของผลงานนั้นมาเห็น ก็อาจจะกลายเป็นเรื่องฟ้องร้องใหญ่โต สำหรับวันนี้เราจะมาแนะนำให้คุณผู้อ่าน ได้ทำความรู้จักกับความรู้พื้นฐาน ในเรื่องของการทำเว็บไซต์ว่า ทำแบบไหนถึงจะผิดลิขสิทธิ์ ลิขสิทธิ์คืออะไร? สิ่งนี้ ก็คือ การคุ้มครองทางกฎหมาย ที่มีหน้าที่คุ้มครองผู้สร้างเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นรูป เพลง วีดีโอคลิป งานเขียนและอื่น ๆ ที่จัดอยู่ในทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นการปกป้องไม่ให้ผู้อื่นนั้น นำผลงานของผู้สร้างสรรค์ไปใช้ โดยไม่ได้รับการอนุญาตสำหรับลิขสิทธิ์นี้ จะเกิดขึ้นมานับตั้งแต่วินาทีแรก ที่ผลงานนั้นถูกสร้างสรรค์ขึ้นมา ก็จะเป็นการได้รับการปกป้องทางลิขสิทธิ์อย่างสมบูรณ์แล้ว โดยที่เจ้าของผลงานไม่จำเป็นต้องขึ้นทะเบียนตามกฎหมายก็ได้ ซึ่งถือว่าเป็นการคุ้มครองแบบอัตโนมัตินั่นเอง ถึงคุณจะไม่มีความรู้ในเรื่องของลิขสิทธิ์เลย และคุณดันไปเอารูปภาพ หรือผลงานต่าง ๆ ของเจ้าของภาพมาใช้ในเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งคุณจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ เพราะอย่างไรกฎหมายก็จะมองว่าคุณเป็นคนผิดอยู่ดี เจ้าของเว็บไซต์จะต้องเป็นผู้จัดการแบบเต็มๆ ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้สร้างเว็บไซต์เอง อาจจะให้ใครสักคนสร้างเว็บไซต์ให้ แต่เมื่อพบว่าเว็บไซต์ของคุณนั้น มีการละเมิดลิขสิทธิ์ ผู้ที่จะต้องถูกดำเนินการทางกฎหมาย ก็คือ เจ้าของเว็บไซต์นั่นเอง หากแต่อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณมีกฎหมายสัญญาการจ้างงานต่าง ๆ คุณก็สามารถนำเอกสารฉบับนี้ ไปฟ้องร้องผู้สร้างเว็บไซต์ได้อีกทีหนึ่ง สำหรับตามกฎหมายของประเทศไทยแล้ว เนื้อหาที่นำมาสร้างเว็บไซต์และผิดลิขสิทธิ์ ได้แก่… งานเขียน ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนประเภทใดก็ตาม เช่น บทความ ที่คัดลอกมาจากหนังสือ คำบรรยายต่าง ๆรวมทั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ งานศิลปะ เช่น รูปภาพ, รูปถ่าย, ภาพกราฟิก ต่าง ๆ เป็นต้น งานเสียง เช่น เสียงดนตรีประกอบเสียงเพลงต่าง ๆ ภาพยนตร์ ซึ่งครอบคลุมไปถึงการถ่ายภาพจากวีดีโอคลิป, ภาพเคลื่อนไหวต่าง ๆ การแสดง ซึ่งอาจจะมาจากงานแสดงบันทึกสดต่าง ๆ แล้วต้องทำอย่างไรถึงจะไม่ผิดลิขสิทธิ์? สิ่งที่ผิดลิขสิทธิ์ที่พบมากส่วนใหญ่ในการสร้างเว็บไซต์ของคนไทย นั่นก็คือ การนำรูปที่ไม่ได้รับการอนุญาต จากเจ้าของมาใช้ประกอบในบทความ หรือใช้ภาพกราฟิกต่าง ๆ ในเว็บไซต์ เพราะฉะนั้น เราจึงขอแนะนำให้คุณซื้อรูปจากเว็บไซต์ขายรูปโดยตรง ซึ่งนี่ก็เป็นทางเลือกที่เว็บไซต์หลายเจ้า ที่เปิดใหม่เลือกทางนี้กันมาก เพราะจะทำให้คุณนำรูปเหล่านี้ไปใช้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเลยทีเดียว และเพื่อความไม่ประมาท หลังจากที่คุณซื้อรูปนั้นมาใช้งานแล้ว ก็อย่าลืมเก็บใบเสร็จ ในการจ่ายเงินเอาไว้ให้ดี เผื่อในภายภาคหน้า ไม่ทราบว่าเหตุการณ์อันใดจะเกิดขึ้น และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว คุณมีหลักฐานตรงนี้คุณก็จะสามารถรอดพ้นจากความผิดได้นั่นเอง คำแนะนำสุดท้าย ให้คุณพยายามระวังรูปถ่าย ที่มักจะแถมมากับ Template ของเว็บไซต์ เอาไว้ให้มาก…
Read More
WordPress คืออะไร ใและทำไมถึงน่าสนใจที่สุด

WordPress คืออะไร ใและทำไมถึงน่าสนใจที่สุด

WordPress คือ ระบบการจัดการเนื้อหาแบบ Open Source (CMS) ที่เขียนด้วยภาษา PHP จับคู่กับฐานข้อมูล MySQL หรือ MariaDB คุณสมบัติรวมถึงสถาปัตยกรรม Plug In และระบบ Template มีการพัฒนาเพื่อรองรับเนื้อหาเว็บประเภทอื่น ๆ รวมถึงรายการจดหมายและฟอรั่มแบบดั้งเดิมมากขึ้น มาพร้อมระบบการจัดการการเรียนรู้ (LMS) และร้านค้าออนไลน์ WordPress มีผู้ใช้งานมากกว่า 60 ล้านเว็บไซต์ ในปัจจุบันนี้ WordPress เป็นหนึ่งใน Solution ระบบการจัดการเนื้อหา ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการใช้งาน ความน่าสนใจของ Wordpress WordPress มีระบบแม่แบบเว็บไซต์ โดยใช้หน่วยประมวลผลแม่แบบสถาปัตยกรรม เป็นตัวควบคุมพร้อมกำหนดเส้นทางคำร้องขอทั้งหมดสำหรับ URIs แบบไม่คงที่ ไปยังไฟล์ PHP ไฟล์เดียว ซึ่งแยกวิเคราะห์ URI และระบุหน้าเป้าหมาย ซึ่งสิ่งนี้ ช่วยทำให้สามารถรองรับ Permalink ที่สะดวกมากยิ่งขึ้น Theme ผู้ใช้ WordPress สามารถติดตั้งและสลับการใช้งานระหว่าง Theme ที่แตกต่างกันได้ Theme อนุญาตให้ผู้ใช้งาน ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์และการใช้งานของเว็บไซต์ WordPress ได้ โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนรหัสหลัก หรือเปลี่ยนเนื้อหาของเว็บไซต์แต่อย่างใด WordPress ที่มีโครงสร้าง PHP, HTML ที่ถูกต้อง จากการใช้ภาษา HyperText Markup Language และ Cascading Style Sheets (CSS) ผู้ใช้งาน WordPress สามารถสร้างและพัฒนา Theme ที่กำหนดเองได้ Plug In สถาปัตยกรรม Plug In ของ WordPress ช่วยให้ผู้ใช้งาน สามารถขยายคุณสมบัติและฟังก์ชันการทำงานของเว็บไซต์หรือบล็อกได้แบบง่าย ๆ WordPress.org มี Plug In ที่พร้อมใช้งานถึง 55,487 และในแต่ละ Plug In ต่างก็มีหน้าที่กำหนดเอง และคุณสมบัติที่ช่วยให้ผู้ใช้งาน สามารถปรับแต่งเว็บไซต์ ตามความต้องการเฉพาะของพวกเขา หากแต่อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่รวม Plug In พิเศษ ซึ่งมีประมาณ 1,500+ โดยการปรับแต่งเหล่านี้ มีตั้งแต่การปรับแต่ง SEO ไปจนถึงพอร์ทไคลเอนต์ ที่ใช้ในการแสดงข้อมูลส่วนตัวให้กับผู้ใช้งาน ที่เข้าสู่ระบบระบบการจัดการเนื้อหา จนถึงเนื้อหาที่แสดงคุณสมบัติต่าง ๆ Plug In ที่มีให้ใช้งานไม่ครบทุกรุ่น จะต้องแสดงให้เห็นถึงความสอดคล้อง กับการ Upgrade เสมอและอาจส่งผลให้ Plug In…
Read More
มาทำความรู้จัก Dreamweaver คือโปรแกรมอะไร และใช้งานอย่างไร

มาทำความรู้จัก Dreamweaver คือโปรแกรมอะไร และใช้งานอย่างไร

Adobe Dreamweaver เป็นเครื่องมือพัฒนาเว็บไซต์ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของ Adobe Inc มันถูกสร้างโดย Macromedia ในปี 1997 และได้รับการพัฒนา จนกระทั่ง Macromedia ถูกซื้อโดย Adobe Systems ในปี 2005 Adobe Dreamweaver พร้อมใช้งานทั้งระบบปฏิบัติการ macOS และ Windows หลังจากการซื้อชุดผลิตภัณฑ์ Macromedia ของ Adobe ทำให้การเปิดตัว Dreamweaver ที่ตามมาใน Version 8.0 นั้น มีความสอดคล้องกับมาตรฐาน W3C มากยิ่งขึ้น เวอร์ชันล่าสุดมีการปรับปรุงการรองรับเทคโนโลยีเว็บไซต์ เช่น CSS, JavaScript, และภาษาสคริปต์ ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ต่าง ๆ รวมถึง ASP JavaScript, ASP VBScript, ASP.NET C #, ASP.NET VB, ColdFusion, Scriptlet และ PHP คุณสมบัติพิเศษของ Adobe Dreamweaver Adobe Dreamweaver CC เรียกได้ว่าเป็นเว็บดีไซน์ และแอพพลิเคชั่นประเภท Integrated Development Environment (IDE) ที่ใช้ในการพัฒนา และได้รับการออกแบบเว็บไซต์ Dreamweaver มีเครื่องมือแก้ไขรหัส ที่รองรับการเน้นไวยากรณ์, การเติมโค้ด, การตรวจสอบไวยากรณ์แบบเรียลไทม์, และการแทรกโค้ด เพื่อสร้างคำแนะนำรหัสเพื่อช่วยผู้ใช้ในการเขียนรหัส นอกจากนี้ Dreamweaver ยังมีคุณสมบัติเฉกเช่น เดียวกันกับโปรแกรมแก้ไข HTML อื่น ๆ แก้ไขไฟล์ในเครื่อง จากนั้นอัพโหลดไปยังเว็บเซิร์ฟเวอร์ระยะไกลโดยใช้ FTP, SFTP หรือ WebDAV Dreamweaver CS4 รองรับระบบควบคุมเวอร์ชัน Subversion (SVN) ตั้งแต่เวอร์ชัน 5 Adobe Dreamweaver รองรับไวยากรณ์สำหรับภาษา ต่อไปนี้… ActionScript Active Server Pages (ASP) Cascading Style Sheets (CSS) ColdFusion EDML Extensible HyperText Markup Language (XHTML) Extensible Markup Language (XML) Extensible Stylesheet การแปลงภาษา (XSLT) HyperText (HTML) JavaScript…
Read More
มาดูความแตกต่างของ Domain Name และ URL มีความแตกต่างกันอย่างไร

มาดูความแตกต่างของ Domain Name และ URL มีความแตกต่างกันอย่างไร

การทำเว็บไซต์นั้น สมัยนี้ง่ายมากขึ้นเยอะ เนื่องจากมีตัวช่วยมากมายเข้ามาทำให้การสร้างเว็บไซต์สามารถทำเสร็จได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้นเอง แม้ว่าเราจะไม่ได้มีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์ ไม่รู้จักภาษาคอมพิวเตอร์เลยก็สามารถทำได้เหมือนกัน แต่จะทำเว็บไซต์ทั้งทีมันก็ต้องรู้จักเรื่องราวเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตบ้าง ไม่งั้นจะตามไม่ทันเอา อีกทั้งบางอย่างเราไม่รู้จริงก็พาลจำไปแบบผิดๆถูกๆ ด้วยเหมือนกัน หนึ่งในหัวข้อที่คนเข้าใจผิดกันเยอะมากก็คือ Domain name กับ URL สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน ว่าแต่มันแตกต่างกันอย่างไร ทำความรู้จัก Domain Name ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกันหน่อยว่า Domain Name มันคืออะไร เจ้าสิ่งนี้หากจะให้อธิบายความแบบง่ายๆมันก็คือ ชื่อ ของเว็บไซต์เรานั่นแหละ (เหมือนป้ายชื่อร้าน) โดยชื่อ Domain Name ส่วนใหญ่จะตั้งชื่อให้สั้น ฟังง่าย อ่านตามง่าย เข้าใจง่าย และจดจำง่าย เหมือนกับเราตั้งชื่อร้านขายของนั่นแหละ ไม่มีใครตั้งชื่อร้านยาวๆจนคนอ่านก็ยังงงเลยว่า ร้านชื่ออะไร ทีนี้การตั้งโดเมนเนมอย่างเดียวยังไม่พอ ยังต้องมีอีกส่วนหนึ่งนั่นก็คือ นามสกุลของโดเมมนั้นด้วย นามสกุลที่ว่าก็คือ จุดแล้วตามด้วยอักษรสามตัวต่อท้าย หรือจะมีจุดต่อท้ายไปอีก เราจะคุ้นตากับ .com, .co.th, go.th, org., .co เป็นต้น ซึ่งนามสกุลเหล่านี้เอาเข้าจริงก็แทบจะเหมือนกันหมด แต่ความแตกต่างระหว่างแต่ละนามสกุลจะหมายถึงการจัดหมวดหมู่ของเว็บไซต์นั้นด้วย หากเป็น .com ก็หมายถึงเว็บไซต์ที่มาจากองค์กรธุรกิจทั่วไป(commercial)  .org หมายถึงเว็บไซต์องค์กรที่ไมได้แสดงหากำไร .net หมายถึงเว็บไซต์เกี่ยวกับระบบnetwork แต่ถ้าเป็น .go.th ก็อาจจะหมายถึงเป็นเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐบาล (go ย่อมาจาก government ส่วน th ย่อมาจาก Thailand) แต่ปัจจุบันมีการตั้งนามสกุลใหม่เพื่อรองรับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาถึงอย่าง tv.line.me, .agency เป็นต้น ซึ่งการจะเลือกใช้นามสกุลแต่ละชนิดได้ เราจะมาว่ากันในภายหลัง แต่บอกได้อย่างหนึ่งว่าการทำเว็บไซต์หากไปจดทะเบียนเป็นนามสกุลแปลกๆแม้จะทำให้คนอ่านสะดุดหูตั้งแต่แรก แต่ก็ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลงเนื่องจากคนกลัวว่าจะเป็นเว็บไซต์ที่มีอันตราย URL มาที่คำต่อไป URL ย่อมาจากคำว่า Universal Resource Locator ตัวนี้หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆมันก็เปรียบเสมือนกับที่อยู่ของเว็บไซต์นั้น คล้ายกับเป็นเลขที่บ้าน เพื่อให้เราสามารถไปถูกได้ว่าจะไปตรงนี้ต้องไปที่บ้านหมายเลขอะไร ถนนอะไร ตำบลอะไร จังหวัดอะไรเป็นต้น โดย URL จะมีหน้าตาดังนี้ www.kapook.com, www.msu.ac.th, เป็นต้น ซึ่ง URL จะประกอบไปด้วยสามส่วนหลักๆก็คือ หนึ่งจะมีเป็นส่วนความปลอดภัยเรียกว่า SSL จำไว้ง่ายว่าจะเป็นคำว่า https , www นั่นแหละ สองจะเป็นชื่อโดเมนเนมของเราเอง และสามจะเป็นนามสกุลของโดเมนเนมอย่างที่บอกไป เมื่อเอาทั้งหมดมารวมกันก็จะได้ URL นั่นเอง ซึ่งเมื่อเราได้ URL มาแล้วไปกดในช่องค้นหาจากกูเกิ้ล หรือ ช่องกรอก URL ของเว็บเบราเซอร์ พอกดให้มันทำงาน เครื่องก็จะพาเราไปถึงเว็บไซต์นั้นได้ตามต้องการ สรุป ทั้งสองอย่างมีความคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน โดเมนเนม เป็นเพียงแค่ชื่อและนามสกุลเท่านั้นเพื่อจะบอกว่าเราจะไปที่เว็บไซต์ไหน แต่หากเป็น URL จะเป็นการบอกที่อยู่ว่าเว็บไซต์นั้นตั้งอยู่ตรงไหน เพื่อให้เราเดินทางไปท่องเว็บนั้นได้ถูกต้อง อย่าจำสับสนนะ…
Read More
Web Design Checklist อยากสร้างเว็บไซต์ด้วยตัวเองต้องเริ่มจากใหน

Web Design Checklist อยากสร้างเว็บไซต์ด้วยตัวเองต้องเริ่มจากใหน

การทำเว็บไซต์ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด กลับกันสิ่งนี้กลายเป็นทักษะสำคัญไม่แพ้เรื่องของบัญชี การตลาด การบริหารธุรกิจในยุคดิจิตอลนี้ด้วยซ้ำ จริงอยู่ว่าการสร้างเว็บไซต์เราสามารถใช้โปรแกรมช่วยสร้างให้ หรือ จ้างทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญมาสร้างให้ก็ได้ หากใช้สองวิธีที่ว่ามาก็ดี แต่ถามว่าพอได้เว็บไซต์แล้วจะไปยังไงต่อ สุดท้ายก็ต้องเป็นเราอยู่ดีที่ต้องลงมาจัดการ เหมือนกับเปิดร้านแล้วจ้างคนอื่นมาเฝ้า สุดท้ายเจ้าของก็ต้องลงมาขายเองอยู่ดี หากเราจะต้องทำเว็บไซต์เองจะต้องเตรียมอะไรบ้าง เรามีลิสต์มาให้เตรียมตัวกัน โลโก้ หรือ สัญลักษณ์ของเว็บไซต์ เราทำเว็บไซต์ขึ้นมาสักหนึ่งงาน อะไรเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำให้ได้ คำตอบก็คือการทำให้คนทั่วไป รู้จักและจดจำแบรนด์ หรือ ชื่อเว็บไซต์ของเราได้ในทันที โดยธรรมชาติคนเราจะจดจำภาพได้ดีกว่า ตัวอักษรอยู่แล้ว สิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือการมองหาโลโก้ สัญลักษณ์ของเว็บไซต์เรา สิ่งนี้เป็นเรื่องง่ายแต่มีความสำคัญอย่างมาก หากโลโก้ของเราสวย สะดุดตา จดจำง่าย ที่เหลือจะตามมาเอง สังเกตง่ายๆแบรนด์ดังๆของโลกพอพูดถึงปั๊ปเรามีภาพโลโก้ลอยขึ้นมาในหัวเลย เราต้องทำโลโก้ขึ้นมาเพื่อแบบนั้น ชื่อเว็บไซต์ ชื่อโดเมนเนม พอได้โลโก้ สัญลักษณ์มาสิ่งต่อไปที่สำคัญเหมือนกันก็คือ เรื่องของชื่อเว็บไซต์ ชื่อโดเมนเนม ชื่อเหล่านี้เปรียบเสมือนชื่อร้านที่เราต้องให้ความสำคัญอย่างมาก จะติดตลาด ติดหูลูกค้า ก็อยู่ตรงนี้แหละ สำหรับชื่อเว็บไซต์ ชื่อโดเมนเนม เราให้คำแนะนำไว้ดังนี้ อ่านง่ายไม่ว่าจะเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ออกเสียงง่าย เพื่อให้ลูกค้าอ่านตามแล้วไม่งงว่ามันคืออะไร เข้าใจง่ายอ่านชื่อเว็บไซต์ของเราแล้วรู้เลยว่าเราต้องการจะ “นำเสนอ” สินค้าหรือบริการอะไร และชื่อก็ไม่ควรจะยาวเกินไปจะเป็นชื่อไทย หรือ ทับศัพท์จากภาษาอื่นก็ได้ แนะนำว่าไม่ควรเกิน 5 พยางค์ ถ้าเกินนั้นบอกเลยว่ายาวเกินไป จากนั้นก็ไปจดชื่อเว็บไซต์ กับ ชื่อโดเมนเนม ให้สอดคล้องกับชื่อที่เราจะใช้ด้วย ถ้าคนละชื่อจะไม่น่าเชื่อถือ จุดประสงค์ของการทำเว็บไซต์ การทำเว็บไซต์นั้น เราต้องนำเสนอตัวตนของเราให้ชัดเจนว่า เราต้องการจะนำเสนออะไร แนะนำว่าต้องการจะนำเสนออะไรเอาเพียงแค่อย่างเดียวก็พอ จะขายสินค้าก็จัดมาเลย จะขายบริการอะไรก็จัดมาเลย เพื่อให้คนเข้ามาทราบได้ว่า เว็บไซต์นี้ต้องการนำเสนออะไร หากต้องการจะนำเสนอมากกว่า 1 อย่าง ค่อยไปทำเว็บไซต์แยกแล้ววางลิงค์เชื่อมไปจะดีกว่า ทำเน้นไปอย่างเดียวจะทำให้คนเข้ามาใช้บริการเข้าใจด้วยว่า เค้ากำลังเข้ามาในเว็บไซต์เกี่ยกับอะไร การตกแต่งด้วยธีม ทำเว็บไซต์เสร็จแล้วเป็นโครงขึ้นมา สิ่งที่ทำให้เว็บไซต์สวยงามก็คือการตกแต่งเว็บไซต์ให้สวยงาม โดยปกติเราจะตกแต่งเว็บไซต์ด้วยการใช้ธีมที่มีมาให้เพื่อแต่งหน้าเว็บทุกหน้าของเว็บไซต์ให้ไปทางเดียวกัน โดยการเลือกธีมนั้นจะมีทั้งแบบฟรีที่เราสามารถหาเทมเพลตเหล่านี้ได้จากตัวช่วยการสร้างเว็บไซต์ หรือ หากของฟรีมันดูธรรมดาไป ก็สามารถเข้าไป ช็อปปิ้งซื้อธีมจากนักพัฒนาเว็บไซต์ที่นำมาขายกันได้ตามท้องตลาด หรือ หากยังไม่มีอันถูกใจอาจจะเข้าไปจ้างนักพัฒนามาทำให้เฉพาะทางเลยก็ได้(วิธีนี้จะแพงหน่อย) ลองไปเลือกกัน เนื้อหาของเว็บไซต์ เราทำเว็บว่ายากแล้วนะ แต่สิ่งที่ต้องเตรียมก็คือเนื้อหาในการอัพเดตเว็บไซต์ สิ่งนี้สำคัญมากต้องเตรียมเยอะเลย หากเราต้องการให้เว็บไซต์มีการเคลื่อนไหวตลอดอาจจะต้องเตรียมเนื้อหามาอัพเดตลงไปในเว็บไซต์อย่างน้อยวันละ 1 บทความเป็นอย่างน้อย ซึ่งในช่วงแรกเราอาจจะต้องเตรียมเนื้อหาไว้สำหรับอัพเดตอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เลยทีเดียว รู้อย่างนี้แล้วก็ไปเตรียมตัวให้ดี
Read More
มาดูกันว่า “เว็บเพจ” ที่ดีต้องมีอะไรบ้าง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการทำเว็บ

มาดูกันว่า “เว็บเพจ” ที่ดีต้องมีอะไรบ้าง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการทำเว็บ

เวลาเราจะทำเว็บไซต์ขึ้นมาสักโปรเจคหนึ่ง ภายในเว็บไซต์นั้นจะต้องประกอบไปด้วย หน้าเว็บมากมายหลายหน้า เปรียบเสมือนแผนกต่างๆของร้านค้าร้านหนึ่ง ทีนี้หากเป็นการจัดร้านค้าเรารู้ดีว่าต้องจัดอย่างไร แต่ถ้าเป็นหน้าเว็บล่ะ เราจะต้องทำอย่างไรถึงจะบอกได้ว่าเป็นหน้าเว็บที่มีคุณภาพ  เรามีเคล็ดลับมาบอกกัน หน้าเว็บที่มีคุณภาพสำคัญอย่างไร การทำหน้าเว็บให้มีคุณภาพมีความสำคัญมากหลายคนอาจจะถามต่อว่า แล้วมันสำคัญอย่างไร สำคัญกับอะไร เราขอแบ่งออกเป็นสองประเด็น หน้าเว็บที่มีคุณภาพจะตอบสนองกับตัวชี้วัดของกูเกิ้ล เพื่อประเมินว่าเว็บไซต์ของเรามีคุณภาพหรือไม่ หากเราประเมินผ่านได้คะแนนดี ได้เกณฑ์ดี เว็บไซต์ของเรากูเกิ้ลก็จะจัดวางไว้ที่หน้าแรกของการค้นหาคำที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์เรา ลองนึกภาพว่าหากเราทำเว็บไซต์ขายรองเท้าแตะแล้วมีคนค้นหาคำนี้บนกูเกิ้ลสัก 1,000 ครั้งต่อวัน แล้วเห็นของเราอยู่บนหน้าแรก จะมีคนเข้ามาชมร้านเรากี่คนและซื้อกี่คน สองหน้าเว็บที่มีคุณภาพจะสอดคล้องกับประสบการณ์การเข้าใช้งานของคนเล่นด้วย ถ้าเข้ามาแล้วมีประสบการณ์ที่ดี จริงอยู่อาจจะไม่ได้ซื้อวันนี้แต่จะทำให้เค้าจดจำเราได้แล้วหากจะซื้อสินค้าก็จะนึกถึงเว็บไซต์เราไว้ก่อน ยังไม่รวมถึงการบอกต่อคนอื่นด้วยนะ หน้าเว็บที่ดีต้องมี คำสำคัญ มาดูองค์ประกอบที่จะทำให้หน้าเว็บของเรามีคุณภาพบ้างดีกว่า สิ่งแรกเลยก็คือ หน้าเว็บจะต้องมีคียเวิร์ด หรือ คำสำคัญ หน้าเว็บไซต์จะต้องมีคำสำคัญที่ชี้ชัดว่า หน้าเว็บนั้นเรากำลังจะพูดถึงเรื่องอะไรที่ต้องการจะสื่อ จะขายสินค้า เสื้อผ้า รองเท้า อาหาร ของที่ระลึก ต้นไม้ บริการนวด ตัดผม ตัดเสื้อผ้า ฯลฯ ต้องมีคำนั้นออกมาอย่างชัดเจน แต่จำนวนคำสำคัญจะต้องไม่มากเกินไป จนทำให้กูเกิ้ลคิดว่ามันคือสแปม ซึ่งอาจจะได้ผลตรงกันข้าม หน้าเว็บต้องมีระเบียบ ทีนี้การจัดหน้าเว็บ ก็เหมือนกับเราจัดสินค้าบนชั้นวาง หรือ จัดชั้นวาง บนพื้นที่ขายของในร้าน เราจะต้องมีการวางแผนการจัดร้าน ให้เป็นระเบียบไม่รก หรือ ไม่ร้างจนเกินไป ลองนึกภาพว่า เราเข้าเว็บไซต์หนึ่ง เปิดไปเจอหน้าเว็บที่เต็มไปด้วยข้อมูล รูปภาพ มากมาย ระเกะระกะไปหมด เราก็คงไม่ทนอ่านหรอก หรือ เปิดไปเจอแต่หน้าว่างขาวโล่ง ก็คงจะคิดว่านี่เป็นเว็บไซต์ปลอมออกดีกว่าอะไรประมาณนี้ เนื้อหาพอดีพองาม หน้าเว็บแต่ละหน้าของเว็บไซต์ส่วนใหญ่จะเป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ธุรกิจที่เรากำลังทำอยู่ หรือ บางหน้าจะเป็นการนำเสนอสินค้า และบริการของเราเองว่ามีอะไรบ้าง สินค้าเป็นอย่างไร ทีนี้ตรงคำบรรยาย หรือบทความที่อัพลงไปนั้น เราแนะนำว่าจะต้องเป็นบทความที่มีขนาดกำลังพอดี ไม่มากจนกลายเป็นงานวิชาการอันน่าเบื่อ(ยาวเกินไม่มีใครอ่าน) หรือ น้อยจนกลายเป็นนิทานอีสปกล่อมเด็ก ตรงนี้เราแอบบอกนิดหนึ่งว่าบทความที่เขียนลงไปควรจะอยู่ที่ 500-700 คำของ word ก็พอดีแล้ว ต้องมีปุ่ม CTA มาถึงกลไกสำคัญเลยบอกเลยว่าตรงมีตัวนี้ นั่นก็คือปุ่ม CTA ย่อมาจากคำว่า Call to Action คำนี้หมายถึงการสร้างปุ่มหรือวัตถุบางอย่างเพื่อให้ลูกค้าที่สนใจสินค้าสามารถกดเลือกซื้อสินค้าได้ ลองนึกภาพตามว่าเวลาเราไปร้านค้าออนไลน์อย่าง ลาซาด้า จะมีปุ่มตะกร้าให้กด แบบนั้นแหละ พอกดแล้วจะซื้อไม่ซื้ออีกเรื่องหนึ่ง ปุ่มนี้จะช่วยให้ผู้ซื้อเช็คได้ด้วยว่า ร้านค้านี้ขายของจริง และมีผลต่อการทำสถิติหลังบ้านเพื่อเอาไปวิเคราะห์อีกด้วย ลองไปปรับใช้กันดู
Read More